Categories
BLOG

วันว่างๆ ไปไหนดี? พาไปเดินเล่น Hiking ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่คามิโคจิ

เวลานี้ญี่ปุ่นเริ่มที่จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ในคราวนี้เราจะพาไปเดินเล่นกันที่คามิโคจิ ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ไม่ยากจากโตเกียว และใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เดินเที่ยวได้หมดแล้ว แถมช่วงเวลาที่เราไปมาเป็นช่วงพีคของฤดูใบไม้ร่วงที่ คามิโคจิพอดี เพราะงั้นเราจะได้เห็นใบไม้สีแดงเหลืองสวยๆ กันอย่างแน่นอน

คามิโคจิ ยามเช้าตรู่ หมอกลงปกคลุมเทือกเขาแอลป์

คามิโคจิ ดินแดนแห่งสายน้ำท่ามกลางภูเขาอันยิ่งใหญ่

คามิโคจิ (Kamikochi) ตั้งอยู่ทางเหนือของเทือกเขา Japan Alps ที่อยู่ในจังหวัดนากาโนะ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนที่สนใจการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ เพราะมีทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่มากมายซึ่งสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

คามิโคจิ มีลักษณะเป็นที่ราบสูงยาวไปตามแม่น้ำอาซุสะ (Azusa River Valley) ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 15 กิโลเมตร มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงมากมาย เช่น ภูเขานิชิโฮทาคาดาเกะ (สูง 2,909 เมตร), ภูเขาโอคุโฮทาคาดาเตะ (สูง 3,190 เมตร), ภูเขามาเอโฮทาคาดาเตะ (สูง 3,090 เมตร) และภูเขาไฟยาเคดาเกะ (สูง 2,455 เมตร) ที่ยังไม่ดับด้วย

ที่คามิโคจิแห่งนี้ มีที่ทางเดินเขาง่ายๆ สำหรับคนปกติทั่วไป (แบบเราๆหรือถ้าอยากจะฮาร์ดคอร์ไปปีนเขาก็สามารถไปได้เหมือนกัน สำหรับวิธีการเดินทางไปเราจะแนะนำในตอนท้ายสุดของบทความนี้ ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า คามิโคจิ เป็นสถานที่แบบไหน

เราจะเริ่มจากการเดินไปยัง สะพานคัปปาบาชิ (Kappabashi/Kappa Bridge) ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่ตั้งอยู่ใจกลางของคามิโคจิ ซึ่งตรงนี้จะมีที่พักพร้อมทั้งร้านอาหารมากมาย ให้นั่งท่องเที่ยวได้มาแวะพักก่อนที่จะเริ่มเดิน โดยเราจะเริ่มเดินไปที่อีกจุดท่องเที่ยวหนึ่งของคามิโคจิ นั่นก็คือ สระน้ำไทโช (Taisho Pond)

สระน้ำไทโช (Taisho Pond)

ถึงจะเรียกว่าสระ แต่ไปดูจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เหมือนสระเท่าไร อารมณ์เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีแบกกราวด์เป็นภูเขาใหญ่ ซึ่งที่สระน้ำนี้เต็มไปด้วยไม้ที่ผุพังจากการระเบิดของภูเขาไฟยาเคดาเกะ ในปี ค.ศ.1915

จากสะพานคัปปาบาชิ ไปยังสระน้ำไทโช จะใช้เวลาเดินไปกลับประมาน 3 ชม.

ระหว่างทางที่เดินไปสระน้ำไทโซเจอวิวสวยๆ แบบนี้ด้วยนะ
แนวเทือกเขาคาซุมิซาวะ

หลังจากได้เห็นวิวสวยๆ จากการเดินไปที่สระน้ำไทโชแล้ว เราก็เดินกลับมาที่สะพานคัปปะบาชิอีกรอบ เพื่อพักกินอาหารที่เราเตรียมมาเอง (สามารถไปนั่งกินที่ร้านอาหารได้ แต่เราตั้งใจเอาอาหารมากินกันแนวปิกนิก) หลังจากนั้นก็ไปหาขนมหวานกินกัน ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ลพาย และพวกเราก็ต้องไม่พลาดแน่นอน

แวะพักกินแอปเปิ้ลพายและชีสเค้กที่ Gosenjaku Hotel Kamikochi

หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว เราก็เดินไปอีกทาง ครั้งนี้จุดมุ่งหมายของเราคือ สระน้ำเมียวจิน (Myojin Pond/Myojinike) จากสะพานคัปปะบาชิ จะใช้เวลาเดินไปกลับประมาน 3 ชม. เช่นกัน

จุดถ่ายรูปยอดฮิต ที่สระน้ำเมียวจิน
ถ้าอากาศดีๆ น้ำนิ่งๆ เราก็จะได้ภาพสะท้อนของภูเขาและท้องฟ้าด้วยนะ

สระน้ำเมียวจิน (Myojin Pond/Myojinike) เป็นสระน้ำที่ตั้งอยู่ในศาลเจ้าโฮทากะ (Hotaka Shrine) และคามอนจิโงยะ (Kamonjigoya) โดยจะแบ่งออกเป็นสองสระน้ำ ซึ่งคนที่มาคามิโคจิควรจะแวะมาอย่างยิ่ง

ระหว่างทางเดินก็จะเจอวิวสวยๆ มากมาย
ตรงสระน้ำเมียวจิน เราจะเจอกับสะพานโยโกโอะ (Yokoo Bridge) เป็นสะพานไม้เก่าแก่
ทางเดินผ่านป่าที่มีต้นไม้ขึ้นมากมาย

ในทางขากลับเราก็เดินแวะถ่ายรูปมาเรื่อยๆ จนมาเจอจุดๆ นี้ ที่เราแวะถ่ายรูปกันนานมาก เพราะว่าเราได้เห็นแม่น้ำอะซึสะ และแนวเทือกเขาแอลป์แบบชัดๆ ไปเลย

สภาพอากาศในช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงราวๆ กลางเดือนตุลาคมซึ่งอากาศเริ่มหนาวแล้ว ตอนเช้าตรู่อากาศจะลดไปต่ำกว่า 10 องศาเลยทีเดียว ส่วนตอนกลางวันที่แดดเริ่มออกแล้ว อากาศจะขึ้นไปอยู่ที่ประมาน 15 องศาเซลเซียส ขอแนะนำให้เตรียมเสื้อผ้า เสื้อกันหนาวกันมาให้ดี (ใครมีฮีคเทคก็ใส่มาได้เลยจ้า) ส่วนรองเท้าควรเตรียมรองเท้าผ้าใบที่เดินสบายๆ จะดีที่สุด

การเดินทาง

สามารถเดินทางไปคามิโคจิได้ทั้งโดยรถบัสและรถไฟ

 

วิธีที่ 1 นั่งรถบัสยาวจากโตเกียว ไปถึง คามิโคจิ

เราสามารถนั่ง รถบัสด่วนพิเศษ สายซาวายากะชินชู (Sawayaka Shinshu Express Bus) ซึ่งจะวิ่งจาก Shinjuku Bus Terminal ไปลงที่ Kamikochi Bus Terminal ได้เลย โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะไปรอบเช้าที่จะไปถึงคามิโคจิตอนเที่ยง หรือจะเลือกรอบดึก เพื่อที่จะไปถึงคามิโคจิตอนเช้ามืดวันถัดไป (เราเลือกรอบดึก จะได้มีเวลาเดินเยอะๆ) สนนราคารถบัสอยู่ที่ 6,700- 9,700 เยน ต่อเที่ยว  UFABET เว็บตรง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ highwaybus.com

วิธีที่ 2 นั่งรถไฟจากโตเกียว ไปต่อรถบัสเข้าคามิโคจิ

แพลนนี้อาจจะเหมาะกับคนที่มี JR Pass เพราะจะสามารถนั่งรถไฟด่วนพิเศษขบวน Azusa จากสถานี Shinjuku ไปลงที่สถานี Matsumoto ได้แบบฟรีๆ จากนั้นก็ไปนั่งรถไฟต่อไปลงที่สถานี Shinshimashima แล้วนั่งรถบัสประจำทางต่อไปคามิโคจิ ซึ่งจะจ่ายแค่ส่วนนี้เท่านั้น (ค่าเดินทางก็จะถูกลงมากว่าวิธีด้านบน แต่จะต้องเปลี่ยนสายบ่อยๆ)

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกเลยว่า คามิโคจิเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนควรได้มาลองสัมผัสดู ที่นี่คือที่ๆ เราได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ใครที่ได้มาแล้วต้องหลงรักธรรมชาติสวยๆ อย่างแน่นอน

ได้มาแล้ว คามิโคจิ เย้ !!
Categories
BLOG

กฎหมายยามฝั่งแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับการรุกรานอธิปไตยของญี่ปุ่นเหนือหมู่เกาะเซ็นคาคุ

หลังจากที่ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะเซ็นคาคุระหว่างญี่ปุ่นกับจีนไปแล้ว (อ่านที่นี่) ณ ตอนนี้พี่จีนกำลังรุกอีกก้าวด้วยลูกเล่นที่ “ชกใต้เข็มขัด” ยิ่งกว่าเดิม จะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญอ่านได้ ณ บัดนี้

เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ที่สภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ได้ผ่านร่างกฎหมายยามฝั่งแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของหน่วยยามฝั่งของจีนไว้อย่างชัดเจน และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป กฎหมายนี้จะให้อำนาจเรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งของจีนในการใช้อาวุธในการปราบปรามเรือต่างชาติ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ความเคลื่อนไหวของฝ่ายจีนในน่านน้ำรอบหมู่เกาะเซ็นคาคุจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และเรือประมงของญี่ปุ่นจะยิ่งถูกฝ่ายจีนข่มเหงหนักขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้เรือประมงของญี่ปุ่นในน่านน้ำรอบเกาะเซ็นคาคุกำลังถูกไล่จี้ก้นโดยเรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งของจีน แถมยังถูกกองเรือประมงของจีนข่มเหงด้วย เรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งมักจะชอบใช้วิธีวิ่งเข้ามาจี้ ซึ่งแค่นั้นก็ถือเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงแล้วสำหรับเรือประมงญี่ปุ่น

แต่แท้จริงแล้ว การร่างกฎหมายยามฝั่งดังกล่าวของจีน เป็นกลยุทธ์อันน่ารังเกียจของจีนที่มุ่งเป้ามาเพื่อ “หาเรื่อง” กับกองกำลังทางทะเลของฝ่ายญี่ปุ่น เช่นเรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น เรือของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล ไปจนถึงเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ เสียมากกว่า

มาตรา 21 ของกฎหมายดังกล่าวระบุว่า หากเรือรบหรือเรือหลวงของต่างชาติ เช่นเรือลาดตระเวนเป็นต้น ละเมิดกฎหมายของจีนในน่านน้ำอธิปไตยของจีน ให้หน่วยยามฝั่งของจีนเข้าไป “จัดการให้อยู่ในระเบียบ” ได้ นอกจากนี้ มาตรา 22 ของกฎหมายเดียวกันยังระบุด้วยว่า หากเรือต่างชาติละเมิดอธิปไตยหรือเขตอำนาจศาลของจีน หน่วยยามฝั่งของจีนจะดำเนินมาตรการทุกอย่างที่มี รวมถึงการใช้อาวุธที่จำเป็น เพื่อขจัดและปัดเป่าซึ่งการละเมิดและภยันตราย ฉะนั้น (ในทางปฏิบัติ) จะไม่ได้ใช้อาวุธเช่นปืนใหญ่หรือปืนกลในทันที แต่จะใช้วิธีที่หน่วยยามฝั่งจีนและเรือเดินทะเลของจีนชอบใช้กับเรือรบหรือเรือลาดตระเวนต่างชาติ คือการ “พุ่งเข้าชน”

 

เรือลาดตระเวนขนาดใหญ่พิเศษของหน่วยยามฝั่งจีน (ระวางขับน้ำเต็มพิกัด 15,000 ตัน) “ไหจิ่ง2901” (海警2901) แห่งทะเลจีนตะวันออก และ “ไห่จิ่ง3901” (海警3901) แห่งทะเลจีนใต้นั้น ทางการจีนอวดอ้างว่า สามารถทนต่อการพุ่งเข้าชนใส่เรือขนาด 20,000 ตันได้ และถูกออกแบบมาเพื่อให้ชนกับเรือขนาด 9,000 ตันได้โดยที่ตัวเรือไม่เสียหายอะไรเลยได้ สมมติว่าหากเรือไหจิ่ง2901 ชนใส่เรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นในน่านน้ำรอบเกาะเซ็นคาคุ เรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งชั้น “ชิกิชิมะ” (しきしま) หรือชั้น “เรย์เมย์” (れいめい) ที่ว่าใหญ่ที่สุดแล้วของฝ่ายญี่ปุ่นก็คงพัง เรือลาดตระเวนยามฝั่งอื่นๆ นอกนั้นคงได้หายไปกับเศษสาหร่ายในทะเลจีนตะวันออก และหากเรือของหน่วยยามฝั่งจีนพุ่งเข้าไปชนใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐหรือเรือคุ้มกันของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลละก็จะเป็นเรื่องแย่หนักกว่านั้น เพราะต่อให้เรือรบของสหรัฐฯ มีอาวุธทรงพลังเช่นปืนใหญ่ ขีปนาวุธต่อต้านเรือยันตอร์ปิโดก็ตาม ถ้าเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐฯ หรือของกองกำลังป้องกันตนเองฯ ยิงใส่เรือลาดตระเวนของจีน ก็จะกลายเป็นว่าสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นนั้น “ใช้กำลังทางทหาร” กับเรือที่เป็นเพียง “เรือบังคับใช้กฎหมาย” ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่

 

แต่ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่เรือจีนจะพุ่งเข้าชนใส่เรือของสหรัฐฯ หรือของญี่ปุ่น แต่อยู่ที่มาตรา 20 ต่างหาก ตามมาตราดังกล่าว หากองค์กรหรือบุคคลธรรมดาของต่างชาติสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างบนหินโสโครกหรือเกาะแก่งซึ่งอยู่ในน่านน้ำอธิปไตยของจีนหรือตั้งวางอุปกรณ์ยึดติดอยู่กับที่หรืออุปกรณ์ลอยน้ำในทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการจีน หน่วยยามฝั่งของจีนสามารถสั่งให้หยุดหรือขจัดการกระทำอันละเมิดกฎหมาย และหากไม่ปฏิบัติตามก็สามารถบังคับรื้อถอนได้ ซึ่งข้อนี้จะเป็นการ “เบรค” ไม่ให้ฝ่ายญี่ปุ่นคิดสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ แม้แต่สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวเพื่อเป็นการแสดง (ต่อประชาคมโลก) ว่าญี่ปุ่นนั้นคือผู้มีอำนาจเหนือหมู่เกาะเซ็นคาคุได้เลย

เรื่องคราวนี้ทานผู้อ่านคิดว่า ญี่ปุ่นสมควรทำอย่างไรดีครับ หากไม่อยากให้วันหนึ่งจีนมาตีกินเอาไป แล้วอเมริกามหามิตรจะช่วยอะไรญี่ปุ่น (ได้) บ้าง ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ  สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

เปิดประวัติ “คามินาริมง” ประตูสายฟ้าแห่งวัดเซ็นโซจิ

เพื่อนๆ ที่ชอบไปเที่ยวที่จังหวัดโตเกียว คงจะเคยไปเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะกันมาบ้างใช่ไหมครับ แน่นอนว่าจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้นประตูสายฟ้าคามินาริมง (雷門) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าของวัด และยังถือเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของย่านอาซากุสะอีกด้วย แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับว่าประตูคามินาริมงมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไรบ้าง ดังนั้น วันนี้เราจะมาร่วมค้นหาอดีตของประตูอันมีชื่อเสียงโด่งดังแห่งนี้กันครับ

ประวัติความเป็นมาของประตูสายฟ้าคามินาริมง (雷門)

雷門 อ่านว่า คามินาริมง ประกอบไปด้วยตัวอักษรคันจิ 2 ตัว ได้แก่ 雷 (คามินาริ) แปลว่า สายฟ้า และ 門 (มง) แปลว่าประตู เมื่อนำตัวอักษรทั้งสองตัวมารวมกันจึงแปลว่า “ประตูสายฟ้า” นั่นเอง

คาดการณ์กันว่าคามินาริมงถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 942 ในยุคสมัยเฮอัน เดิมตั้งอยู่บริเวณย่านโคมากะตะ หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยคามาคุระได้มีการรื้อถอนและย้ายมาก่อสร้างใหม่ในย่านอาซากุสะ โดยหลังจากก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีการนำรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งสายฟ้า “ไรจิน” (雷神) และเทพเจ้าแห่งสายลม “ฟูจิน” (風神) มาประดิษฐานไว้ทางด้านซ้ายและด้านขวาของประตู จึงทำให้ในช่วงเวลานั้นคามินาริมงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ฟูไรจินมง” (風雷神門) ซึ่งแปลว่า “ประตูเทพแห่งสายลมและสายฟ้า” ส่วนสาเหตุที่ต่อมามีการเรียกย่อๆ ว่า คามินาริมงนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด

ต่อมาราวปี ค.ศ. 1865 ในช่วงปลายยุคสมัยเอโดะได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้ประตูคามินาริมงได้รับความเสียหาย แต่ก็ไม่ได้รับการบูรณะแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1960 (ปีโชวะที่ 35) ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดย มัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ามัตสึชิตะ ปัจจุบันคือ บริษัท พานาโซนิค คอร์ปอเรชั่นนั่นเอง กล่าวกันว่า มัตสึชิตะ ได้มาที่วัดเซ็นโซจิเพื่อขอพรให้ตัวเองหายจากอาการป่วย และต่อมาคำขอของเขาได้กลายเป็นจริง มัตสึชิตะ จึงได้ตัดสินใจทำบุญโดยการบูรณะประตูคามินาริมงที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ให้กลับมาสง่างามอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งโคมแดงขนาดใหญ่ที่เขียนว่า 雷門 (คามินาริมง) เพิ่มเข้าไปตรงทางเข้าประตูอีกด้วย หลังจากนั้นทั้งโคมแดงขนาดใหญ่และประตูคามินาริมงก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของย่านอาซากุสะสืบเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

รูปปั้นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า “ไรจิน” (雷神) และ เทพเจ้าแห่งสายลม “ฟูจิน” (風神)

ท้างด้านซ้ายคือรูปั้นเทพเจ้าแห่งสายฟ้าไรจิน และทางด้านขวาคือรูปปั้นเทพเจ้าแห่งสายลมฟูจิน
ท้างด้านซ้ายคือรูปั้นเทพเจ้าแห่งสายฟ้าไรจิน และทางด้านขวาคือรูปปั้นเทพเจ้าแห่งสายลมฟูจิน

รูปปั้นเทพเจ้าแห่งสายฟ้าไรจินและเทพเจ้าแห่งสายลมฟูจินซึ่งประดิษฐานอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของประตูคามินาริมงนั้น เชื่อกันว่าเทพทั้งสองพระองค์จะคอยทำหน้าที่ปกปักรักษาวัดเซ็นโซจิให้พ้นจากอุทกภัยและอัคคีภัย แต่เดิมรูปปั้นทั้งสองเคยถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายหนักจนเหลือแค่ส่วนหัว แต่ในปี ค.ศ 1874 (ปีเมจิที่ 7) ได้มีการบูรณะซ่อมแซมส่วนของลำตัวขึ้นมาใหม่ และต่อมา ในปี ค.ศ. 1960 (ปีโชวะที่ 35) ในช่วงที่มีการบูรณะซ่อมแซมประตูคามินาริมงโดย มัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ก็ได้มีการทำสีรูปปั้นใหม่อีกครั้ง จนกลายเป็นรูปปั้นที่มีลักษณะสง่างามและน่าเกรงขามตามที่เราเห็นในปัจจุบัน

รูปปั้นเทพเจ้ามังกร “ริวจิน” (龍神)

เมื่อเดินผ่านประตูคามินาริมงเข้าไป แล้วหันหน้ากลับไปตรงทางเข้าวัด จะพบกับรูปปั้นเทพเจ้ามังกรริวจิน ประดิษฐานอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของประตูคามินาริมงในตำแหน่งเดียวกับรูปปั้นของเทพฟูจินและไรจิน รูปปั้นของเทพทั้งสองพระองค์นี้ก็ได้รับการอุทิศจากบริษัทมัตสึชิตะเช่นกัน โดยรูปปั้นที่ประดิษฐานอยู่ทางด้านซ้ายของประตูคือเทพเจ้ามังกรเพศชายมีนามว่าเท็นริว (天龍) ส่วนที่ประดิษฐานอยู่ทางด้านขวาของประตู คือเทพเจ้ามังกรเพศหญิงมีนามว่าคินริว (金龍) กล่าวกันว่าทั้งสองพระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล ทำหน้าที่คอยชั่วเหลือผู้คนที่ประสบภัยทางทะเล นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าทั้งสองพระองค์ยังช่วยให้ธัญพืชต่างๆ เจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

โคมแดงขนาดใหญ่แห่งประตูคามินาริมง

รูปแกะสลักมังกรที่อยู่ด้านล่างโคมแดงขนาดใหญ่
รูปแกะสลักมังกรที่อยู่ด้านล่างโคมแดงขนาดใหญ่

โคมแดงขนาดใหญ่ถือเป็นสัญลักษณ์ของประตูคามินาริมง และยังเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมากที่สุดอีกด้วย โคมแดงขนาดใหญ่นี้มีความสูงประมาณ 3.9 เมตร กว้างประมาณ 3.3 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 700 กิโลกรัม นอกจากนี้ ด้านล่างของโคมยังมีรูปแกะสลักของมังกรที่ดูสง่างามและน่าเกรงขามอีกด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับประวัติความเป็นมาของคามินาริมง ประตูสายฟ้าที่เป็นสัญญลักษณ์การท่องเที่ยวแห่งย่านอาซากุสะ ตัวผมเองก็เพิ่งทราบจากบทความต้นฉบับว่าด้านล่างของโคมแดงขนาดใหญ่นั้นมีรูปแกะสลักมังกรอยู่ด้วย ถ้าเพื่อนๆ ท่านได้เพิ่งทราบเหมือนกับผมล่ะก็ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสไปเที่ยววัดเซ็นโซจิก็อย่าลืมแหงนมองใต้โคมแล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะครับ    UFABET เว็บตรง

Categories
BLOG

แนะนำศาลเจ้า 20 แห่งประจำปี 2021 ที่จะช่วยเสริมดวงความรักของทุกคนให้ปังๆๆ (1)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องดวงชะตา, การเสริมดวงต่างๆ หากที่ไหนเขาว่าแม่นก็ต้องหาโอกาสแวะไปให้ได้ ไม่ว่าจะขอพรเรื่องความรัก การงาน ครอบครัว และอื่นๆ แต่ที่ทุกคนมักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเลยก็คือดวงด้านความรักใช่ไหมละคะ อย่างที่ทราบกันว่าที่ญี่ปุ่นมีศาลเจ้าที่มากมายที่โด่งดังเรื่องความศักดิ์สิทธิ์เสียด้วย แล้วถ้าจะไปอธิษฐานเรื่องความรักต้องไปที่ไหนบ้างล่ะเนี่ย??

ดังนั้นเราจึงได้รวบรวมศาลเจ้าจากที่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้พรด้านความรัก ซึ่งได้ถูกจัดอันดับเอาไว้ทั้งหมด 20 อันดับในปี 2021 มาแนะนำให้ได้รู้จักกันค่ะ

วิธีการเลือกศาลเจ้าเพื่อขอพรด้านความรัก

ก่อนอื่นจึงขอเริ่มต้นด้วยสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะขอกันเป็นสิ่งแรก นั่นคือเรื่องความรัก เพราะเราเชื่อว่าทุกคนบนโลกไม่ได้ถูกกำหนดมาให้อยู่คนเดียวค่ะ

1. หากเพียงจะมีสถานที่ที่จะช่วยให้พรข้อนี้เป็นจริงได้

ในการเลือกที่จะเดินทางไปขอพร ณ ที่ใดที่หนึ่ง ถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกจากชื่อเสียงคำล่ำลือถึงความ “ศักดิ์สิทธิ์” กันใช่ไหมคะ ถ้าหากมีที่ไหนที่มีชื่อเสียงก็จะยิ่งช่วยประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น เพื่อขอพรให้ดวงด้านนั้นๆ ประสบผล

2. ขอให้เจอคู่ที่ดี

นอกจากสถานที่ขอพรที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเครื่องรางสุดขลังค่ะ ศาลเจ้าทุกที่จะมีเครื่องรางที่ช่วยเสริมดวงในหลายๆ ด้านให้ได้เลือกกัน ดังนั้นจึงจะขอแนะนำสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องรางสุดขลังกันบ้างค่ะ เผื่อมีโอกาสจะได้แวะไปกันนะคะ ^-^

การขอพรให้สมหวังด้านความรัก ไม่ได้มีเพียงรูปแบบของเครื่องรางเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีทั้งสายรัดข้อมือ สิ่งของที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น สร้อยข้อมือ หรือแม้แต่สิ่งของที่เอาไว้ให้คู่รักได้พกติดตัวกันด้วย เรียกได้ว่ามีมากมายจนเลือกไม่ถูกกันเลย ซึ่งบางที่ก็มีเครื่องรางให้เลือกมากกว่า 40 ชนิดเลยล่ะค่ะ ทั้งรูปแบบเรียบง่ายไปจนถึงชิ้นที่มีดีไซน์โดดเด่นและลูกเล่นสวยงามต่างๆ มากมาย

3. เพื่อจะให้พบเจอแต่สิ่งที่ดีก็ต้องเสริมดวงด้านอื่นกันเสียหน่อย

อุตส่าห์มาถึงที่แล้วจะรับดวงกลับไปแค่ด้านเดียวจริงหรือ? เพราะนอกจากเรื่องความรักแล้ว ก็ยังสามารถขอพรด้านอื่นๆ ได้อีกนะคะ ไม่ว่าเป็นด้านการงาน การขอพรให้กิจการรุ่งเรือง ขอพรให้มีแต่โชคดี ขอให้สมปรารถนา หรือขอพรให้ครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน ขอพรให้ได้บุตรที่ดี และอื่นๆ เพราะศาลเจ้าส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้พรเฉพาะเรื่องใดเรื่องเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าสถานที่นั้นจะเด่นเรื่องการให้พรเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เราก็ยังสามารถขอพรเรื่องอื่นได้ด้วยนะ

จัดอันดับศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อในการให้พรด้านความรัก

มาถึงการอันดับศาลเจ้ายอดนิยมในการขอพรเรื่องความรักแล้ว การจัดอันดับนี้เป็นการจัดอันดับความนิยมของ Jalan.net, Ikyu.com, Walker+ เป็นต้น (ณ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564) มาดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้าง

No.1 ศาลเจ้า Izumo Taisha

ในบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้น ศาลเจ้า Izumo ถือเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดแห่งเกาะญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ จุดเด่นของศาลเจ้านี้คือเชือกศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ของห้องโถงคางุระที่เห็นได้เลยว่าใหญ่มากๆ มีความยาวประมาณ 13 เมตร แม้จะมองจากระยะไกลก็ยังสัมผัสได้ถึงความขลัง

ที่ศาลเจ้า Izumo ยังมีรูปปั้นกระต่ายจำนวน 46 ตัวซึ่งก็เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่ง รวมถึงรูปปั้นโอคุนินุชิ เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาเทพเจ้าทั้งหมดซึ่งประดิษฐานอยู่ที่นี่ เนื่องจากท่านมีบุตรกับเทพเจ้าสาวหลายคนด้วยกัน จึงได้รับการกล่าวขานว่าท่านนั้นช่วยในเรื่องการให้พรด้านความรักและการแต่งงานได้ หากใครได้ลองไปแล้วจะสามารถสัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแห่งนี้ได้เลย ทั้งบรรยากาศที่เงียบขรึมเนื่องจากเป็นสถานที่สุดเก่าแก่ที่ผ่านประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เป็นศาลเจ้าอันดับ 1 ที่เราอยากแนะนำให้ได้ลองไปเยี่ยมชมกันค่ะ

ที่อยู่ : Miyauchi-195 Taishachō Kizukihigashi Izumo, Shimane 699-0701
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.2 ศาลเจ้า Kawagoe Hikawa

ศาลเจ้า Kawagoe Hikawa เป็นที่ประดิษฐานลำดับที่สองของเทพเจ้าโอคุนินุชิรองจากศาลเจ้า Izumo ค่ะ
นอกจากนั้นยังมีเทพเจ้าอีก 5 องค์ที่อยู่กันเป็นครอบครัวที่คอยให้พรด้านครอบครัว ให้มีความปรองดองกลมเกลียว และให้พรเรื่องชีวิตคู่และความรักที่ราบรื่นด้วยค่ะ

บริเวณด้านในศาลเจ้าแห่งนี้ จะมีก้อนกรวดที่ห่อด้วยผ้าตาข่ายเพื่อทำให้เป็นก้อนกรวดศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งว่ากันว่าถ้าหากรักษาก้อนกรวดห่อชิ้นนี้เอาไว้ให้ดีจะช่วยให้มีดวงเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี แนะนำให้ซื้อให้ตัวเองหรือซื้อไว้คู่กันกับคนรักก็ดีไม่แพ้กันเลย

ที่อยู่ : 2-11-3 Miyashitamachi, Kawagoe City, Saitama
ค่าเช้าชม : ฟรี

No.3 ศาลเจ้า Tokyo Daijingu

ศาลเจ้าโด่งดังอีกแห่งที่มีเทพอามะเทราสุ โอมิคามิ และเทพโทโยเคะ โอมิคามิผู้สนิทสนมกับเทพอิเสะแห่งศาลเจ้าอิเสะจินกูประดิษฐานอยู่ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความสัมพันธ์ แต่ก็ยังให้พรในเรื่องความปลอดภัยของคนในครอบครัว ความเจริญรุ่งเรืองด้านธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมายด้วยค่ะ

ที่นี่เป็นศาลเจ้าแห่งแรกที่จัดพิธีแต่งงานแบบชินเซ็น ซึ่งเป็นพิธีแต่งงานสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยการจัดพิธีแต่งงานที่ศาลเจ้า เป็นการสาบานความรักต่อหน้าเทพเจ้าค่ะ และปัจจุบันเองก็ยังสามารถใช้เป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานตามประเพณีแบบญี่ปุ่นได้ จุดเด่นของที่นี่ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ยังขึ้นชื่อเรื่องเครื่องรางในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องรางรูปแบบเรียบๆ ไปจนถึงตัวคาแรคเตอร์ตกแต่งสวยงามให้ได้เลือกกันตามใจชอบเลยค่ะ แนะนำว่าควรแวะเวียนไปเป็นอย่างยิ่ง

 

ที่อยู่ : 2-4-1 Fujimi, Chiyoda-ku, Tokyo
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.4 ศาลเจ้า Suwa

ศาลเจ้าที่ประดิษฐานของเทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาจังหวัดนางาซากิ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่บนภูเขาทะมะโซโนะ ศาลเจ้าแห่งนี้อยู่บนทางลาดจึงเป็นจุดชมวิวที่ยอดเยี่ยมสุดๆ เลยล่ะค่ะ และเนื่องจากเคยประสบเหตุไฟไหม้ ปัจจุบันศาลเจ้าหลักจึงได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงปีเฮเซที่ 2

ไฮไลท์ของศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ที่หินปูที่เรียกกันว่า หินตัวผู้และตัวเมียอยู่บริเวณทางเข้า ซึ่งว่ากันว่าหากชายหญิงผู้ใดเดินเหยียบผ่านหินเหล่านี้ไปแล้วจะทำให้เกิดสัมพันธ์อันดี

 

ที่อยู่ : 18-15 Kaminishiyamamachi, Nagasaki, 850-0006
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.5 ศาลเจ้า Hakone  (ศาลเจ้า Kuzuryu)

ศาลเจ้าฮาโกเนะได้รับการเคารพบูชาโดยมินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะและ โทคุงาวะ อิเอยาสุ ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี จะช่วยในเรื่องความปลอดภัย ความโชคดี และการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และยังกล่าวกันด้วยว่าหากได้มาสักการะที่ศาลเจ้าคุซูริวแห่งนี้แล้วละก็จะช่วยเหลือในเรื่องของการแต่งงานด้วย

ที่นี่มีห้องโถงเก็บสมบัติต่างๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์และล้ำค่า ที่ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญประจำชาติญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ยังโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ สามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบอาชิ และยังมีต้นสนที่เรียงรายเป็นทางเดินอย่างสวยงาม หลังจากสักการะศาลเจ้าเสร็จแล้วจะเดินเล่นชมวิวให้เพลิดเพลินไปด้วยก็ดีมากเลยทีเดียวค่ะ

ที่อยู่ : 80-1 Motohakone, Hakone-machi, Ashigarashimo-gun, Kanagawa
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.6 ศาลเจ้า Ikuta

วาคาฮิรุเมอิชิมิโคโตะผู้ประดิษฐานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นเทพแห่งการทอผ้าที่คอยทอเครื่องนุ่งห่มให้กับเหล่าเทพ จึงว่ากันว่าท่านจะคอยช่วยเชื่อมด้ายแห่งความสัมพันธ์ของผู้คนให้ และยังช่วยเสริมดวงความรักให้เหล่าคู่รักมีแต่ความโรแมนติกและความสุขด้วย

ภายในศาลเจ้ามีสวนที่มีบ่อน้ำเล็กๆ ที่อยากแนะนำให้แวะไปกัน เราสามารถนำใบเซียมซีวางบนผิวน้ำเพื่อให้โชคด้านความรักของเราปรากฏเป็นตัวหนังสือขึ้นมาได้ นอกจากนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีเครื่องรางและสายรัดข้อมือสำหรับคู่รักเป็นของขึ้นชื่อด้วยค่ะ

ที่อยู่ : 1-2-1 Shimoyamatedori, Chuo-ku, Kobe City, Hyogo
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.7 ศาลเจ้า Kamado

 

สถานที่ประดิษฐานของเทพทามาโยริฮิเมะผู้เป็นเทพเจ้าหลักของศาลเจ้าแห่งนี้ ว่ากันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งจิตวิญญาณที่จะคอยมอบความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่มาสักการะ ไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิงเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ระหว่างเพื่อน รวมไปถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

ภายในศาลเจ้ามีหินอยู่ก้อนหนึ่งชื่อว่า “Aikei no Iwa” ที่มีความเชื่อว่า หากเราหลับตาอธิษฐานถึงคนที่เราชอบหรือคนที่เราอยากจะพบเจอแล้วสามารถเดินไปถึงก้อนหินนี้ได้ พรด้านความรักจะสมหวัง นอกจากนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นจุดชมดอกซากุระและชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงด้วยนะคะ หากใครสนใจจะลองแวะไปชมสักครั้งก็ขอแนะนำเป็น 2 ฤดูนี้จะเหมาะเจาะที่สุดเลยล่ะค่ะ

ที่อยู่ : 883 Uchiyama, Dazaifu, Fukuoka 818-0115
ค่าเข้าชม :  ฟรี

No.8 ศาลเจ้า Ashikaga Orihime

มีเรื่องเล่าว่า เทพเทนโกโฮเมะ และ เทพเทนยะชิชิฮิเมะที่ประดิษฐานอยู่ที่นี่ได้ทำสิ่งทอขึ้นมาร่วมกันและถวายแก่เทพอามาเทะราสุ โอมิคามะ ผู้เป็นเทพหลักในการให้พรกับคู่รักชายหญิง และสิ่งทอที่ว่านี้เป็นการทอด้ายแต่ละเส้นที่สามารถทอประสานได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน จึงเป็นที่มาของศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความสัมพันธ์และความรักค่ะ

การเดินเข้าสู่ภายในศาลเจ้าจะต้องเดินลอดเสาโทริอิ 7 สีที่ปากทางเข้า Onnazaka ซึ่งแต่ละสีนั้นมีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น การเรียน การงาน สุขภาพ ความรัก จากนั้นจะต้องเดินขึ้นบันได 229 ขั้นเพื่อไปยัง Otokozaka เป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์น่าชมตลอดทางไป-กลับเลยล่ะค่ะ

ที่อยู่ : 3889 Nishinomiyacho, Ashikaga, Tochigi 326-0817
ค่าเข้าชม :  ฟรี

No.9 ศาลเจ้า Hakuto

ศาลเจ้านี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้ากระต่ายขาวที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพโอคุนินุชิกับเจ้าหญิงยางามิ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาว่าแม้แต่ความรักที่ยากลำบากก็สามารถช่วยให้จะกลายเป็นจริงได้

กล่าวกันว่าหากโยนหินอธิษฐานที่ได้รับมาข้ามเสาโทริอิได้จะทำให้คำอธิษฐานด้านความรักเป็นจริง หรือหากจะพกกลับบ้านด้วยก็ดีไม่แพ้กันเลยค่ะ

ที่อยู่ : 603 Hakuto, Tottori City, Tottori
ค่าเข้าชม : ฟรี

No.10 ศาลเจ้า Ohirasan

ภายในศาลเจ้าจะเรียงรายไปด้วยศาลเจ้าอีกมากมายที่มีเทพต่างๆ ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเทพที่คอยปกปักษ์ให้ปลอดภัยจากการเดินทาง เสริมดวงการแต่งงาน โชคลาภด้านเงิน เป็นต้น และเนื่องจากศาลเจ้าอยู่ใกล้กับยอดเขาไทเฮ จึงสามารถมองเห็นที่ราบคันโตได้อย่างกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเลย

ส่วนที่แนะนำเป็นพิเศษเลยก็คือขั้นบันไดหินประมาณ 1,000 ขั้นที่โอโมเตะซันโดะ ในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ดอกไฮเดรนเยียประมาณ 2,500 ดอกจะบานสะพรั่งเต็มสองข้างทาง ในบริเวณใกล้กันยังมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น อุโมงค์ซากุระ และอนุสรณ์ทางวรรณกรรม จึงเหมาะกับการเดินเขาด้วยเช่นกันค่ะ

ที่อยู่ : 659 Hiraicho, Tochigi City, Tochigi
ค่าเข้าชม : ฟรี

เป็นยังไงบ้างคะ พอจะมีสถานที่ที่คุ้นชื่อหรืออยากจะเดินทางไปกันบ้างไหมคะ เล็งๆ ไว้ก่อนได้เลยค่ะ เพราะยังไม่จบเพียงเท่านี้ เรายังมีที่อยากจะแนะนำให้รู้จักกันอีกในบทความหน้ากับอันดับที่ 11-20 ด้วยค่ะ ^-^  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

ทริป 1 วัน 2 คืน สัมผัสเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะโยนะคุนิ จ.โอกินาว่า

เกาะโยนะคุนิ (与那国島, Yonagunishima) เป็นเกาะย่อยของเกาะโอกินาวะ ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เกาะแห่งนี้มีจุดชมวิวที่อยู่สุดขอบทางทิศตะวันตกของญี่ปุ่น และว่ากันว่าเคยเป็นประเทศอิสระก่อนที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรริวกิวที่เคยปกครองโอกินาวะด้วย ซึ่งสมัยก่อนได้รับการสนับสนุนในฐานะที่เป็นจุดค้าขายทางทะเล และยังคงรักษาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะไว้จนถึงปัจจุบัน

การเดินทางไปยังเกาะโยนะคุนิ มีด้วยกัน 3 วิธี

โดยเครื่องบิน

1. จากสนามบินฮาเนดะ (โตเกียว) > สนามบินนะฮะ (โอกินาวะ) > สนามบินนะฮะ (โอกินาวะ) สนามบินโยนะคุนิ (เกาะโยนะคุนิ) ใช้เวลาทั้งหมดราว 3 ชั่วโมง 30 นาที

2. จากสนามบินฮาเนดะ (โตเกียว) > สนามบินนะฮะ (โอกินาวะ) > สนามบินนะฮะ (โอกินาวะ) > สนามบินอิชิงากิ ทางตอนใต้ (อิชิงากิ) > สนามบินโยนะคุนิ (เกาะโยนะคุนิ) ใช้เวลาทั้งหมดราว 4 ชั่วโมง 25 นาที

โดยเรือ

3. เดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ (อิชิงากิ – โยนะคุนิ) จากท่าเรืออิชิงากิ ไปยังท่าเรือคุบาระ ใช้เวลาทั้งหมดราว 4 ชั่วโมง

หมายเหตุ : ตารางเวลาออกเรือ และเครื่องบิน อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและสภาพอากาศ ดังนั้นโปรดตรวจสอบข้อมูลก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

Day 1

Spot 1 : Touzaki (Agari zaki) 東崎 (あがりざき)

หน้าผาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะโยนะคุนิ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 100 เมตร ในวันที่อากาศแจ่มใสสามารถมองเห็นเกาะอิริโอโมะเตะที่อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถมองเห็นวิวอันงดงามได้ถึง 360 องศา และเป็นที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นได้สวยงามอีกด้วย นอกจากนี้ที่ปลายหน้าผาก็มีประภาคารสีขาวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และรอบๆ ยังมีทุ่งหญ้าที่สามารถนำม้าหรือสัตว์อื่นๆ มากินหญ้าได้

Spot 2 : Tategamiiwa 立神岩 (たちがみいわ)

หินสูงที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ และยังเป็นสัญลักษณ์ของเกาะโยนะคุนิด้วย กล่าวกันว่าในสมัยก่อนมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ปีนขึ้นไปบนหินก้อนนี้เพื่อที่จะเก็บไข่ของนกทะเล แต่ไม่สามารถลงมาจากก้อนหินได้ เขาจึงได้อธิฐานต่อเทพเจ้าและหลับไป เมื่อเขาตื่นขึ้นก็พบว่าได้ลงจากหินก้อนนี้อย่างปลอดภัย

Spot 3 : Kaitei chikei (海底地形)

ในปี พ.ศ. 2529 คุณอาระทาเคะ คิฮาจิโร (新嵩喜八郎) นักดำน้ำท้องถิ่นซึ่งดำน้ำอยู่ในขณะนั้น ได้พบกับสถานที่ที่อยู่ใต้ทะเลของเกาะโยนะคุนิ เป็นสถานที่ที่มีรูปร่างคล้ายกับบันไดขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก 150 เมตร ทิศเหนือกับทิศใต้ 150 เมตร ซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับพีระมิดของอียิปต์ อีกทั้งยังมีความโรแมนติกราวกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกด้วย แต่ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าเกิดขึ้นมาได้ยังไง? ใครเป็นคนทำ? หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

Spot 4 : Nishizaki (irizaki) 西崎 (いりざき)

หน้าผาแห่งนี้สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50 เมตร โดยมีประภาคารกับจุดชมวิวที่นับว่าอยู่สุดขอบทางทิศตะวันตกของญี่ปุ่น ห่างจากไต้หวันเพียง 11 กิโลเมตรเท่านั้น

Day 2

Spot 5 : DiDi Yonaguni Koryukan (DiDi与那国交流館)

 

เป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเกาะโยนะคุนิ และยังเป็นสถานที่จัดนิทรรศการต่างๆ ของเกาะอีกด้วย นอกจากนี้ภายในยังมีห้องต่างๆ ที่ใช้ในการทำกิจกรรมอย่างเช่น ห้องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเกาะโยนะคุนิ และห้องสำหรับรับประทานอาหารท้องถิ่น เป็นต้น

ค่าเข้าชม : นักเรียนประถม – นักเรียนม.ต้น  100 เยน (ประมาณ 30 บาท)
นักเรียนม.ปลาย นักศึกษา บุคคลทั่วไป 200 เยน (ประมาณ 60 บาท)

Spot 6 : Shikinajima Clinic (Dr. Coto Clinic) (志木那島診療所, Dr.コトー診療所)

เกาะโยนะคุนิเคยเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่อง Dr. Koto Clinic ซึ่งออกอากาศในปี พ.ศ. 2546 และปี พ.ศ. 2549 โดยภายในตัวอาคารของคลินิกยังคงสภาพเหมือนกับในละคร และยังสามารถมองเห็นวิวทะเลที่สวยงามจากตัวอาคารได้อีกด้วย

หมายเหตุ : มีค่าเข้าเยี่ยมชม 300 เยน (ประมาณ 90 บาท) (นักเรียนเข้าฟรี)

Spot 7 : Nama beach (ナーマ浜)

 

เป็นชายหาดที่อยู่ห่างจากท่าเรือคุบาระ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาที เป็นชายหาดที่เหมาะแก่การมาพักผ่อน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และเดินเล่นไปตามชายหาด และยังอยู่ใกล้กับ Nishizaki (irizaki) จุดชมพระอาทิตย์ตกที่อยู่สุดขอบทางทิศตะวันตกของญี่ปุ่นอีกด้วย

Spot 8 : Tsukinohama Guest House (民宿月の浜) (Minshuku tsuki no hama)

 

บ้านพักที่อยู่ใกล้ๆ กับ Koto Clinic เป็นบ้านพักที่มีลมทะเลพัดเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจากชายหาดฮิคาวะ มีอาหารบริการสองมื้อคือ อาหารเช้าและอาหารเย็น นอกจากนั้นยังมีบริการรถรับส่งไป – กลับสนามบินอีกด้วย

Spot 9 : Izakaya Maruti (居酒屋まるてぃ)

 

Izakaya Maruti ตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของ Tidan Guest House (民宿てぃだん) เป็นร้านอาหารที่ได้วัตถุดับจากท่าเรือคุบาระ ภายในร้านมีเบียร์ Orion ขาย และเสิร์ฟอาหารเมนูปลาคาจิคิที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะโยนะคุนิ

หมายเหตุ : ควรจองล่วงหน้าเนื่องจากคนค่อนข้างเยอะ

สำหรับใครที่เบื่อการเที่ยวในเมืองกรุงที่วุ่นวาย และอยากใช้ชีวิตในวันหยุดอย่างเต็มที่ เรียบง่าย และไม่รีบร้อนที่ญี่ปุ่น เกาะโยนะคุนิก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่เราอยากแนะนำครับ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

4 กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะทราย จังหวัดทตโทริTottori Prefecture

Tottori Prefecture


ไอคอนยืนยันโดยชุมชน

ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดทตโทริ หลายๆ คนน่าจะนึกถึง เนินทรายทตโทริ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มองเห็นเนินทรายได้สุดลูกหูลูกตา ใกล้ๆ กันนั้นมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะทราย พิพิธภัณฑ์ทรายแห่งเดียวในญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์ศิลปะทรายในจังหวัดทตโทริเปิดทำการเมื่อปี 2006 เป็นสถานที่จัดแสดงประติมากรรมรูปทรงต่างๆ ทำด้วยทรายทั้งหมด โดยมีคุณ Chaen Katsuhiko (茶圓勝彦) มือโปรด้านการแกะสลักทรายคอยควบคุมกำกับดูแลในคอนเซ็ปต์ “ท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยทราย” ใน 1 ปีจะเปลี่ยนธีม 1 ครั้ง และทุกๆ ปีจะเชิญประติมากรจากแต่ละประเทศมาสร้างผลงานระดับโลกให้ผู้เยี่ยมชมต้องว้าวไปตามๆ กัน

วันนี้ทาง ANNGLE จะมาแนะนำ 4 กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรายในจังหวัดทตโทริ เพราะกลัวหลายๆ คนจะพลาดของดีไปอย่างน่าเสียดาย ว่าแต่มีอะไรบ้างไปดูกัน

เยี่ยมชมผลงานในพิพิธภัณฑ์

 

 

ถ้าใครมาถึง แน่นอนว่าคงไม่ลืมที่จะเพลิดเพลินไปกับผลงานประติมากรรมแกะสลักจากทรายที่ถูกทำให้แข็งตัวด้วยน้ำ ผลงานของที่นี่จะเปลี่ยนตามธีมไปเรื่อยๆ ทุกปี โดยมีหัวข้อในแต่ละครั้งเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่ผ่านมามีทั้งรัสเซีย อังกฤษ ตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกา ฯลฯ หัวข้อครั้งล่าสุดที่จะเปิดให้เข้าชมในเดือนกรกฏาคมนี้คือ “อียิปต์” ใครที่ชื่นชอบอียิปต์เป็นทุนเดิมไม่ควรพลาด เพราะเมื่องานจัดแสดงศิลปะทรายแต่ละครั้งจบลง ผลงานทั้งหลายก็จะกลับไปเป็นเม็ดทรายดังเดิม ดังนั้นการที่ได้เข้าชมประติมากรรมทรายระดับโลกที่จัดแสดงในระยะเวลาที่จำกัดก็ถือเป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของที่นี่เช่นกัน

ผู้เยี่ยมชมสามารถมองผลงานได้หลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นจากชั้นล่าง บนบันได ชั้นบน และได้เปลี่ยนบรรยากาศจากไลท์อัพที่ทางพิพิธภัณฑ์จะเปิดในตอนกลางคืนอีกด้วย

ซื้อของที่ระลึกจาก museum shop

 

ใครมีโอกาสได้ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรายอย่าลืมซื้อของที่ระลึกจาก museum shop มีทั้งของที่ระลึกตามธีมรอบนั้นๆ และสินค้าออริจินอล ข้างๆ พิพิธภัณฑ์ก็มีร้านค้าที่ขายสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึกจังหวัดทตโทริเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีขายของตั้งโชว์อย่างตัวอักษรหรือรูปปั้นโมไอ (รูปปั้นหินรูปร่างคล้ายมนุษย์ในประเทศชิลี) ปั้นเป็นรูปเป็นร่างด้วยทรายจากเนินทรายทตโทริ, สแตรปส์คู่รูปรูปปั้นโมไอจิ๋วทำด้วยทราย และอื่นๆ อีกมากมาย ขอแนะนำให้ซื้อลูกอมที่วางขายแค่ในร้านเท่านั้น และอย่าพลาดชิมซอฟต์ครีมโรยด้วยผงกาแฟเนินทราย รับรองว่าไม่เคยกินที่ไหนแน่นอน

ชิมอาหารเลิศรสที่อยู่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์

 

 

 

Sakyu Kaikan แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ที่สามารถนำรถไปจอดได้ฟรีแถมยังมีพื้นที่ให้รับประทานอาหาร นอกจากไอศกรีมซันเดย์ประดับด้วยขนมรูปอูฐ อาหารทะเล ของฝากต่างๆ ทำจากผลผลิตวัตถุดิบในจังหวัดทตโทริวางจำหน่ายแล้ว ยังมีเบอร์เกอร์รัคเคียว (らっきょう หอมยอย) รสเลิศ ประกอบไปด้วยรัคเคียว ผักขึ้นชื่อของจังหวัดทตโทริอีกด้วย หากใครอยากกินอาหารทะเลในราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ากับการลิ้มลอง ขอแนะนำร้าน Taiki ไคเซนด้งที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลพูนๆ ของที่นี่ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรายมี Sakyu Center เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมกินซอฟต์ครีมสาลี่ยอดฮิตพร้อมกับเหม่อมองเนินทรายทตโทริไปด้วย

พักผ่อนหย่อนใจที่ออนเซน

 

ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์มี Dune Onsen Fureai Kaisen ในระยะที่ขับรถไปแค่สิบนาทีก็ถึง บนชั้น 2 ของที่นี่มีบ่อแช่น้ำขนาดใหญ่ที่สามารถมองวิวทะเลญี่ปุ่นอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลังจากแช่ออนเซนเสร็จ แนะนำให้ลองไปใช้บริการเก้าอี้นวดผ่อนคลายหรือห้องเสื่อญี่ปุ่น รับรองว่าหายเหนื่อยหลังจากเที่ยวมาทั้งวันแน่นอน

นอกจากจะได้ชมประติมากรรมทรายสุดยิ่งใหญ่อลังการ รอบๆ บริเวณยังมีของน่าซื้อน่ากินอีกเต็มไปหมดเลย ใครที่สนใจสามารถไปตามพิกัดด้านล่างได้เลยค่ะ  UFABET เว็บตรง

Tottori Sand Dunes The Sand Museum

พิกัด : 2083-17 Yuyama, Fukube-cho, Tottori City, Tottori, 689-0105, JAPAN
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 800 เยน, เด็กนักเรียน 600 เยน ในกรณีที่มาเป็นกลุ่ม 20 คนขึ้นไป ผู้ใหญ่คนละ 600 เยน, เด็กคนละ 300 เยน
เว็บไซต์ (เปลี่ยนภาษาได้ที่มุมขวาบน) : sand-museum
* วันเวลาจัดแสดงผลงานไม่แน่นอน แล้วแต่ทางพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมเมื่อไหร่ กรุณาเช็คในเว็บไซต์ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชม

Categories
BLOG

วัดโชรินซัง ดารุมะจิ จังหวัดกุนมะ ทำพิธีเผาตุ๊กตาดารุมะของเก่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

วัดโชรินซัง ดารุมะจิ จังหวัดกุนมะ

วัดโชรินซัง ดารุมะจิ จังหวัดกุนมะ

วัดโชรินซัง ดารุมะจิ หรือที่คนในท้องถิ่นเรียกกันว่า วัดดารุมะ ในเมืองทากาซากิ จังหวัดกุนมะ จัดทำพิธีเผาตุ๊กตาดารุมะเก่าที่สำเร็จหน้าที่ของตนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

นวันที่ 15 มกราคมของทุกปี ที่วัดโชรินซัง ดารุมะจิในเมืองทากาซากิ-ชิ จะจัดพิธีเผาตุ๊กตาดารุมะเก่าที่สำเร็จหน้าที่ของตน และถูกนำมารวบรวมไว้ที่วัดในตลอด 1 ปีจำนวนมากกว่า 30,000 ตัว

ตุ๊กตาดารุมะทั้งหมดถูกนำมาวางซ้อนกันจนมีความสูงราว 4 เมตร โดยเจ้าอาวาสวัดจะเป็นผู้สวดมนต์พร้อมกับจุดไฟเผารอบกองตุ๊กตา โดยมีประชาชนจำนวนกว่า 100 คนที่เดินทางมาสักการะร่วมประนมมือในพิธีเผาตุ๊กตาดารุมะนี้ด้วย

มีความเชื่อว่า ผู้ที่ได้สัมผัสหรือชโลมควันจากการเผาตุ๊กตาดารุมะในพิธี จะมีสุขภาพแข็งแรงตลอดทั้งปี จึงจะได้เห็นภาพของประชาชนที่เดินทางมาสักการะเดินวนรอบกองไฟ และขอพรให้ตนปลอดภัยไม่เจ็บป่วย

คู่สามีภรรยาวัย 30 ปี จากเมืองมาเอะบาชิ จังหวัดกุนมะ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “เราเชื่อว่าตุ๊กตาดารุมะช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัยตลอดปีที่ผ่านมา และเราก็อยากจะมาขอพรให้ครอบครัวของเราทุกคนสุขภาพแข็งแรงปลอดภัยตลอด 1 ปีจากนี้ไปด้วย” เจ้าอาวาสวัด ฮิโรเสะ มาซาชิ ก็ได้ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า “เราอยากให้ประชาชนได้ชมตุ๊กตาดารุมะและใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เต็มที่ในปีนี้เช่นกัน”

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

เกโกะและไมโกะ 100 คน เข้าฝึกอบรมประวัติศาสตร์และคำสอนนิกายเซนที่วัดเมียวชินจิ เกียวโต

เกโกะและไมโกะ 100 คน เข้าฝึกอบรมประวัติศาสตร์

เกโกะและไมโกะ 100 คน เข้าฝึกอบรมประวัติศาสตร์

เกโกะและไมโกะ* 100 คน เข้าฝึกอบรบเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และคำสอนนิกายเซนที่วัดเมียวชินจิ เมืองเกียวโต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยมูลนิธิอนุรักษ์วัฒนธรรมเมืองฮานามาจิในเกียวโต เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านวัฒนธรรมให้กับเกโกะและไมโกะรุ่นใหม่

*เกโกะ: หญิงสาวที่เชี่ยวชาญในศิลปะแห่งการเล่นดนตรี ร้องเพลง และ เต้นรำ หากเป็นที่โตเกียวจะเรียกว่า “เกอิชา”
ไมโกะ: เกโกะฝึกหัด มักจะยังเป็นเด็กสาวที่ยังอายุน้อยอยู่

กิจกรรมเริ่มต้นจากการนั่งฟังธรรมเกี่ยวกับคำสอนนิกายเซน โดยพระสงฆ์ได้เทศน์ว่า “คำสอนบนหลักธรรมนิกายเซน สอนให้เราเพียรพยายามและอุตสาหะกับสิ่งที่กำลังเกิดในปัจจุบันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้”

หลังจากนั้น เกโกะและไมโกะก็ได้ร่วมกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ ซึ่งพวกเธอจะได้เรียนรู้วิธีการนั่งสมาธิอย่างถูกต้อง เช่น การนั่งยืดหลังตรงและการกำหนดลมหายใจเข้า-ออกอย่างช้า ๆ อีกทั้ง พวกเธอยังได้เดินชมพื้นที่สำคัญ ๆ ในเขตวัด เช่น “เกียวคุโฮอิน” สำนักพระราชวังของจักรพรรดิฮะนะโซะโนะ สมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพื่อให้เกโกะและไมโกะ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นิกายเซนให้มากยิ่งขึ้น

ไมโกะผู้เข้าร่วมฝึกอบรมให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันได้เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ของเมืองเกียวโตมากขึ้น และยังทำให้ทราบอีกว่า การปฏิบัติสมาธิทำจิตให้สงบในยามว่างหลังการฝึกศิลปะและการดูแลแขกก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยปกติแล้วเราไม่มีโอกาสได้ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก จึงรู้สึกดีใจที่ได้เข้าฝึกอบรมและเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ค่ะ”

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

Categories
BLOG

จังหวัดซากะ ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น เตรียมเปิดโรงเรียนอีกครั้งในวันที่ 16 นี้

จังหวัดซากะ ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิดเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น

จังหวัดซากะ ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิดเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น

จังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น ประกาศเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายประจำจังหวัด และโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษอีกครั้งในวันที่ 16 มีนาคมนี้ หลังมีการปิดโรงเรียนชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 จนถึงวันที่ 12 มีนาคมทีผ่านมา

ทางกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น (MEXT) ได้พิจารณาให้จังหวัดซากะสามารถเปิดโรงเรียนได้เป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น โดยโรงเรียนประถมและมัธยมในเขตจังหวัดซากะทั้งหมด 20 เมืองจะเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมเป็นต้นไป

โดยจังหวัดซากะได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังดูอาการอยู่ที่บ้าน และไม่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เลยถึงแม้จะอยู่ติดกับจังหวัดฟุคุโอกะที่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม การประกาศเปิดโรงเรียนในครั้งนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หากตรวจพบว่าผู้ติดเชื้อภายในจังหวัด

UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นชี้แจง “เด็ก ๆ สามารถวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะได้ ไม่เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19”
  2. พ่อค้าออนไลน์หัวใส “แอบขาย” หน้ากากอนามัยด้วยภาพสินค้าอื่น ก่อนกฎหมายห้ามขายต่อถูกบังคับใช้ 15 มี.ค.นี้
  3. คุณทวดวัย 112 ปี “วาตานาเบะ จิเทตสึ” เสียชีวิตแล้วหลังถูกบันทึกสถิติโลก
  4. กรุงโตเกียวประกาศ ไม่ให้ประชาชนจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ในช่วงเทศกาลดอกซากุระบาน
Categories
BLOG

ประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนโผล่ที่นารา? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนโผล่ที่นารา

ประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนโผล่ที่นารา

ประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนโผล่ที่นารา

หนึ่งในของวิเศษของโดราเอมอน “ประตูไปไหนก็ได้” บานสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ประตูที่จะทำให้เราไปที่ไหนก็ได้ที่อยากไป ของวิเศษที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องอยากได้นั้นไปปรากฏอยู่กลางท้องฟ้าที่นาราค่ะ สงสัยใช่ไหมคะว่ามาได้อย่างไร ไปหาคำตอบกันค่ะ

 

ประตูบานสีชมพูสดใสที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม ประตูเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งผ่านประตูนี้ไปที่ไหนสักแห่ง ทั้งสีและรูปทรงของประตูเหมือนกับประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนไม่มีผิด! ประตูบานนี้กำลังเป็นที่พูดถึงในทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นค่ะ และดูเหมือนว่าประตูบานนี้จะอยู่บนดาดฟ้าของโรงงานอิคารุกะ บริษัทผลิตประตูบานเลื่อนที่เมืองอิคารุกะ จังหวัดนารานั่นเองค่ะ

ความเห็นต่าง ๆ จากทวิตเตอร์

“ไอเดียวางประตูไว้ตรงนั้นดีนะเนี่ย”
“ใกล้ที่ทำงานฉันเลย สีชมพูมองเห็นแต่ไกลเลย เป็นประตูนี่เอง”
“บริษัทประตูบานเลื่อนนี่เอง ผ่านประจำแต่ไม่รู้มาก่อนเลย ตีกสีฟ้าสวยดีนะ”
“เก๋ดีนะ”

“ประตูอะไรก็ได้”

青空へと続くどこでもドア#奈良 pic.twitter.com/TQr1A6wczT

— wasabitool (@wasabitool) August 15, 2020

 

สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมถึงตั้งไว้ตรงนั้น เว็บไซต์ J-TOWN.NET จึงได้ไปหาคำตอบจากประธานบริษัทอิคารุกะ คุณเทระนิชิ ฮิโรยูกิมาให้ทุกคนค่ะ

บริษัทอิคารุกะ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตประตูบานเลื่อนสั่งทำ ซึ่งในปีหน้า 2021 จะครบรอบ 60 ปีที่บริษัทก่อตั้งพอดี

คุณเทระนิชิกล่าวว่า ได้ติดตั้งประตูบานนี้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ เมื่อถามว่า ประตูที่ดูเหมือน “ประตูไปไหนก็ได้” ในโดราเอมอนแบบเป๊ะ ๆ นี้ จริง ๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ คุณเทระนิชิก็ตอบว่า “เราสามารถสร้างประตูแบบไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นมันก็เป็น “ประตูอะไรก็ได้” แหละครับ”

สรุปจะเรียกว่าเป็น “ประตูไปไหนก็ได้” ไหม.. เมื่อลองสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกรอบ ก็ดูเหมือนว่า ประตูนี้ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างให้เป็นประตูโดราเอมอนตั้งแต่แรกค่ะ

แล้วทำไมถึงเอาไปวางไว้บนดาดฟ้าล่ะ?

คุณเทระนิชิก็กล่าวว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้สร้างประตูไว้เพื่อเล่นสนุกอย่างเดียว แต่คิดว่า “ไม่ต้องรู้ว่าเป็นบริษัทอะไรก็ได้ แต่อยากให้มองมา (ที่บริษัท) แล้วเกิดความสงสัยและสนใจ” ประกอบกับความคิดที่ว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โคโรนานี้ อยากให้มองประตูแล้วรู้สึกมีแรง” และที่ประตูเป็นสีชมพูก็เพื่อให้ความรู้สึกสดใสนั่นเอง

 

ประตู

ประตูบานนี้เริ่มสร้างขึ้นในปีนี้ช่วงประมาณฤดูใบไม้ผลิ มีความสูง 2.2 เมตร กว้าง 1.2 เมตร ทำด้วยเหล็ก น้ำหนัก 160 กิโลกรัม เพราะติดตั้งบนดาดฟ้าจึงติดตั้งให้แข็งแรง ไม่ให้ลมพัดล้ม แต่ถ้านำออกมาก็สามารถใช้งานได้เหมือนประตูทั่วไปเลย และการที่ประตูอยู่ในลักษณะที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่งนั้น นอกจากจะเพื่อให้ลมผ่านแล้ว ก็ยังมีความหมายว่าอยากจะส่งต่อสินค้าต่าง ๆ ผ่านประตูนี้ด้วย

คุณเทระนิชิยังกล่าวอีกว่า “ไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะดัง ไม่ได้คาดหวังไว้ด้วย แต่แค่รู้จักก็ขอบคุณมากแล้วครับ”

ถึงจะไม่ได้เป็น “ประตูไปไหนก็ได้” ในโดราเอมอน แต่ก็เป็นประตูที่สร้างความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ

UFABET เว็บตรง